ธรรมมิชอบ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างสมบุญญาธิการมามากมายมหาศาล เวลาออกประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้เองโดยชอบ
ความชอบธรรม ความชอบธรรมอันนั้น เห็นไหม สิ่งที่ไม่รู้สิ่งใดเลยก็ว่าไม่รู้
ปัญจวัคคีย์อุปัฏฐากอยู่ ๖ ปี
บอกว่า ไม่รู้ก็ไม่บอก ไม่สอน เพราะไม่รู้ แต่บัดนี้ตรัสรู้เองโดยชอบ
ความชอบธรรม ความชอบธรรมอันนั้น เสวยวิมุตติสุขๆ ไง วิมุตติสุขในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระธรรมๆ สัจธรรมอันนี้ยิ่งใหญ่นัก พอเสวยวิมุตติสุขๆ ว่าโลกนี้ไม่เคยมี สิ่งที่มี มีเกิดขึ้นในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาจะไปอบรมบ่มเพาะไง จะเอาใครได้ก่อน เอาใครได้ก่อน เอาปัญจวัคคีย์ ปัญจวัคคีย์อุปัฏฐากอยู่ ๖ ปี
ปัญจวัคคีย์เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาฉันอาหารของนางสุชาดา มาฟื้นฟูร่างกาย ฟื้นฟูร่างกายเพราะอะไร เพราะอดอาหารมา ๔๙ วันไง ทรมานตนมาอยู่ ๖ ปีไง ทำทุกรกิริยามากมายมหาศาล ที่เขาทำกันๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำมากกว่า
สิ่งที่ไม่รู้ก็พยายามฝึกฝนขึ้นมาให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน ฝึกหัดปฏิบัติมามากน้อยขนาดไหน ๖ ปี ๖ ปีทรมานตนมากมายมหาศาล เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ปฐมยาม บุพเพนิวาสานุสติญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณระลึกอดีตชาติของตนเองได้ มันไม่ตื่นไม่เต้น มันเห็นแล้วมันเป็นข้อเท็จจริง จุตูปปาตญาณ อนาคต รู้เห็นจิตดวงไหนที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ รู้เห็นไปหมดล่ะ มันเป็นเรื่องโลกๆ ไง มันเป็นของประจำโลกนี้ไง ฤๅษีชีไพรเขาทำของเขาได้อยู่ตลอดแล้วไง
ดึงกลับมา ดึงกลับมา ไม่ลุ่มหลงไป เห็นไหม
พวกเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา รู้เห็นสิ่งใด แหม! ไหลไปตามมันเลย ว่าตัวเองรู้ ตัวเองเห็น รู้เอง เห็นอย่างไรล่ะ เห็นเพราะจิตใจมันอ่อนแอ จิตใจที่มันไม่มีอำนาจวาสนาไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รู้เห็น รู้เห็นโดยข้อเท็จจริงด้วย รู้เห็นจริงๆ เพราะบุพเพนิวาสานุสติญาณ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เห็นไหม เวลาใครมาถามเรื่องเวรเรื่องกรรมเรื่องสัตว์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอบได้หมด เขาทำอะไรมา เขาผิดพลาดสิ่งใดมา รู้เห็นไปหมด แต่มันก็เป็นเรื่องโลก เรื่องฌานโลกีย์
เวลาฤๅษีชีไพรเขารู้เขาเห็นของเขาได้ ระลึกชาติได้กี่ชาติ ๓ ชาติ ๑๐ ชาติ ๑๐๐ ชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีต้นไม่มีปลาย ระลึกได้ครอบคลุมวัฏฏะจักรวาลทั้งหมด สิ่งนี้เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เวลามันรู้เห็นสิ่งใดดึงกลับ เวลาอนาคตก็ดึงกลับ อดีตอนาคตแก้กิเลสไม่ได้ ปัจจุบันธรรม ปัจจุบันธรรมอันนี้ไง ถ้าปัจจุบันธรรมอันนี้ สิ่งที่เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
อวิชชา พญามาร ว่ากิเลสมันเป็นนามธรรม มันมีตัวมีตนไหม
กิเลสมันดิ้นพล่านๆ อวิชชา สิ่งที่ว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะหลุดจากมือเราไปๆ
เวลาตัวเองด้วยเล่ห์กล ด้วยพญามาร จะทำลายบัลลังก์การภาวนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าร้อยแปด แพ้ทั้งนั้นน่ะ เวลากิเลสมันกลัว มันกลัวธรรมะไง มันแพ้ธรรมๆ ไปฟ้องลูกสาวไง ความโลภ ความโกรธ ความหลงไง เวลาจะมาเอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคืนไปไง
“นางตัณหา นางอรดี แม้แต่พ่อของเธอ เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง เราได้หักลงแล้ว”
แล้วเรือน ๓ หลังมันจะมีเหลืออะไร มันเป็นข้อเท็จจริงในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่ข้อเท็จจริงในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สิ่งที่ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ สิ่งที่รู้แล้วๆ เสวยวิมุตติสุขๆ ถึงแล้วจะเผยแผ่ธรรมๆ ไง ใครจะมีอำนาจวาสนาได้สัจธรรมอันนี้ไง “จะสอนใครได้หนอ จะสอนใครได้หนอ” มันลึกลับมหัศจรรย์ในข้อเท็จจริงอันนั้น
ถ้ามันเป็นจริงๆ มันต้องมีอำนาจวาสนาไง เล็งญาณแล้ว ไปเอาปัญจวัคคีย์ก่อน ปัญจวัคคีย์นัดกันว่าจะไม่ยอมเชื่อฟัง เพราะอะไร เพราะเห็นว่ากลับมาฉันอาหารของนางสุชาดา กลับมาฉันอาหารของนางสุชาดา เพราะมันไม่สุดโต่งไง อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยคไง
เวลาว่า เราไม่รู้ เราก็บอกว่าไม่รู้ เวลารู้แล้วเป็นข้อเท็จจริงแล้ว มันเป็นตรัสรู้เองโดยชอบ ความชอบธรรม ถ้าความชอบธรรม เวลาแสดงธัมมจักฯ ไง แสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมๆ
ถ้ามันเป็นความชอบธรรม แสดงธรรมไป ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงนั้นมันก็ต้องรู้โดยชอบเหมือนกัน ถ้ารู้โดยชอบเหมือนกัน เห็นไหม ปัญจวัคคีย์ มีพระอัญญาโกณฑัญญะองค์เดียวเท่านั้นที่รู้ อีก ๔ ยังไม่รู้ ก็เทศนาว่าการจนมีดวงตาเห็นธรรมทั้งหมด แสดงอนัตตลักขณสูตร เป็นพระอรหันต์ ๕ องค์ ไปเอายสะอีก ๕๕ องค์
ถึงเวลาไปเอายสะ มีปราสาท ๓ หลังเหมือนกัน มีอำนาจวาสนาเหมือนกัน
“ที่นี่เดือดร้อนหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ”
มีมากมีมายมหาศาล จะมีสิ่งใดมันเดือดร้อนไปหมดน่ะ เรื่องของโลกๆ
ถ้าเอาเป็นจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่ไง
“ยสะ ที่นี่ไม่เดือดร้อน ที่นี่ไม่วุ่นวาย”
แสดงธรรมจนยสะมีดวงตาเห็นธรรม
เวลาพ่อแม่ตามมา บังพ่อแม่ไว้ เทศนาว่าการจนเป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา หมู่คณะ เพื่อนได้ยินข่าวมา ตามมาด้วยอำนาจวาสนา ได้สร้างบุญสร้างกุศลมา ในธรรมบทเขียนไว้มากมายมหาศาลว่าเขาได้ทำบุญกุศลสิ่งใดมา เขาถึงได้มีอำนาจวาสนามาฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ไง
พระอรหันต์ ๖๐ องค์ พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธออย่าไปซ้อนทางกัน เธออย่าไปซ้อนทางกัน
พระอัสสชิถึงไปได้พระสารีบุตรไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทรมานชฎิล ๓ พี่น้องได้อีก ๑๐๐๓ นี่พระอรหันต์ทั้งนั้น
นี่เพราะตรัสรู้เองโดยชอบ
แต่เวลาพวกเราเกิดมา เรามีอวิชชา มีพญามารในหัวใจของตน เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาก็มีอำนาจวาสนาแล้ว การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ๆ ถ้าเรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาไง
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ คนที่นับถือพระพุทธศาสนาก็พระพุทธศาสนาแบบโลกๆ เป็นประเพณีวัฒนธรรม ถ้าเป็นประเพณีวัฒนธรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ใครมีอำนาจวาสนาขึ้นมา เขาก็ทำคุณงามความดีของเขา แล้วถ้ามีวาสนา ปิดทองหลังพระๆ
ทำคุณงามความดีต้องไปอวดไปโชว์ใคร แต่ถ้าเป็นทางโลก มีการประชาสัมพันธ์ นั่นเป็นเรื่องโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ
แต่ถ้าเป็นธรรมๆ เราทำเพื่อใจของเรา ถ้าทำเพื่อความสงบสุขในหัวใจของตน ถ้าเพื่อความสงบในหัวใจของตน ถ้าเราทำความสงบในหัวใจของเราได้ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี ถ้าจิตสงบไม่มี มีสติมีปัญญาขึ้นมา มันไม่เอาฟืนเอาไฟมาเผาตัวเราเอง
แต่ถ้าเราขาดสติปัญญาขึ้นมา มันไปกว้านเอาฟืนเอาไฟมาเผาตัวเราเอง ทั้งๆ ที่เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สิ่งที่เป็นความทุกข์ๆ เราจะแก้ทุกข์ แก้ทุกข์อย่างไร แก้ทุกข์ๆ มันไปแสวงหาความทุกข์ขึ้นมาเพิ่มขึ้นมาให้เป็นความทุกข์ความยากมากไปอีกไง
แต่ถ้าจะแก้ทุกข์แก้ยากขึ้นมา เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์พระองค์เดียว เทศนาว่าการปัญจวัคคีย์ ๕ องค์เท่านั้น เวลาเทศน์ขึ้นมานะ เทศน์ธัมมจักฯ ครั้งแรกมีคนฟังแค่ ๕ คน แต่พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมไง
ครูบาอาจารย์ของเรานะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่าน ฝึกหัดปฏิบัติของท่านในป่าในเขาของท่าน เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เพราะต้องการสถานที่ สถานที่วิเวก กายวิเวก จิตวิเวก ถ้ามันวิเวกขึ้นมามันก็ฝึกหัดปฏิบัติตามความเป็นจริงไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา มันเห็นข้อเท็จจริง มันตรัสรู้เองโดยชอบ เพราะมันเป็นความชอบธรรมไง
แต่ครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่าน ท่านเอาความจริงเอาจังของท่านขึ้นมา ถ้ามีอำนาจวาสนาขึ้นมา ทำความเป็นจริงขึ้นมา แต่ความเป็นจริงขึ้นมา ล้มลุกคลุกคลานมาขนาดไหน
คนฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันเห็นกิเลส มันรู้จักกิเลส สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในหัวใจของคน เพราะกิเลสในหัวใจของคนมันเผาลนๆ ทั้งนั้นน่ะ แล้วเวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็ฝึกหัดปฏิบัติด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติของตนด้วยตัณหาความทะยานอยาก ก็อวิชชา ก็ความไม่รู้ มันก็ไปพอกพูนขึ้นไปมากขึ้นไปไง
การศึกษา ศึกษาภาคปริยัติ การศึกษานะ เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ปริยัติ ปริยัติการศึกษาเล่าเรียนทั้งนั้นน่ะ ถ้าการศึกษาเล่าเรียนมันเป็นสุตมยปัญญา แต่ถ้าการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา สุตมยปัญญาเราวางไว้ วางไว้ ถ้าเราจะฝึกหัดปฏิบัติตามความเป็นจริงไง แต่นี่มันเอาสุตมยปัญญาแล้วปฏิบัติไปด้วยความมิชอบ
มันจะชอบธรรมไปตรงไหน ในเมื่อมันมีสมุทัย มันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน เราก็สงสัยอยู่แล้ว แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาก็ปฏิบัติไปด้วยความสงสัยเรานี่แหละ นี่ความสงสัย เห็นไหม
ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นจริง เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านศึกษาเล่าเรียนมาจนจบเป็นมหา ท่านปฏิญาณตนไว้ว่า ถ้าจบมหาแล้วจะไม่เรียนต่อ จะออกฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา แล้วถ้ามันไม่มีล่ะ ถ้ามรรคผล
นี่ขนาดศึกษาภาคปริยัตินะ ภาคปริยัติการศึกษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาศึกษาขึ้นมาแล้ว แต่กิเลสในใจของตัว ความสนเท่ห์ ความสงสัย นี่มันสงสัย แล้วเกิดถ้ามันไม่มีข้อเท็จจริงขึ้นมา เราก็จะไม่ปฏิบัติเสียเปล่าหรือ อย่างนั้นต้องหาคนที่รู้จริงเป็นพยาน เป็นคนชี้นำ
แล้วท่านได้ยินเกียรติประวัติ เกียรติคุณของหลวงปู่มั่นตั้งแต่ท่านเป็นเด็กๆ ต้องหลวงปู่มั่นเท่านั้น
เวลาไปหาหลวงปู่มั่นไง “มหา มหามาหาอะไร มาหามรรคผลนิพพานใช่ไหม ไม่ใช่อยู่ในตำรา ไม่ใช่อยู่ในสถานที่ใดๆ ทั้งสิ้น มันอยู่ในหัวใจของท่านนั่นแหละ”
แล้วจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา เห็นไหม เพราะเวลาไปหาหลวงปู่มั่นขึ้นมา เพราะจะออกประพฤติปฏิบัติ จะออกปฏิบัติขึ้นไป ออกครั้งแรกก็ไปไม่ทัน ก็ไปฝึกหัดปฏิบัติที่จักราชพรรษาหนึ่ง
เวลาฝึกหัดปฏิบัติมาครั้งแรก เวลาบวชใหม่ๆ อุปัชฌาย์บอกว่าให้บริกรรมพุทโธๆ เราก็ทำพุทโธ ท่านบอกท่านเรียนอยู่ ๗ ปี พุทโธๆ ทำสมาธิได้ ๓ ครั้ง
เวลาศึกษาขึ้นมาจบเป็นมหาแล้วมันมีสติปัญญา นี่ไง สุตมยปัญญาเป็นภาคปริยัติ พอภาคปริยัติขึ้นมาก็ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ก็ใช้สติปัญญาไปเฉยๆ กำหนดเฉยๆ กำหนด เวลามันเสื่อม เพราะจิตมันเสื่อมด้วย แล้วมีความลังเลสงสัยด้วย ก็ไปหาหลวงปู่มั่นไง
มหามาหาอะไร มาหามรรคผลนิพพานใช่ไหม มรรคผลนิพพานมันไม่อยู่ในตำรับตำรา มันไม่อยู่ที่ความฉงนสนเท่ห์ของเราใดๆ ทั้งสิ้น มันเป็นข้อเท็จจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ ความชอบธรรม
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาก็โดยความชอบธรรมของท่าน ล้มลุกคลุกคลานมาไง อยู่ที่อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลจะไปเจอกิเลสประเภทใด
แล้วกิเลสที่มันสำคัญที่สุด ก็กิเลสของเรานี่แหละ แล้วกิเลสของเรามันจะสงบเงียบ มันจะสงบยอมเพราะความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะของเราเอง คนอื่นทำให้เราไม่ได้ เราจะอ้อนวอนให้ใครปฏิบัติให้เราก็ไม่ได้ แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ท่านชี้ทางที่ถูกต้องให้เราได้ ถ้าชี้ทางที่ถูกต้องให้เราได้ แล้วเราฟังไหม
มันเป็นอำนาจวาสนาไง เราถึงแสวงหาครูบาอาจารย์ที่ดีงาม ถ้าครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา การเกิดนี้จริงตามสมมุติ สังคมโลกมันเป็นของสมมุติทั้งนั้น แต่มันสมมุติ มันเป็นยุคเป็นคราว เห็นไหม กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งๆ
เวลาเจริญขึ้นมาก็เจริญด้วยการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ ถ้าถึงที่สุดแห่งทุกข์ เป็นข้อเท็จจริงไง ข้อเท็จจริงแล้วด้วยอำนาจวาสนานะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเป็นพระอรหันต์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธแสดงธรรม ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เป็นที่เคารพบูชาของเรา
มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธกับพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้นที่ตรัสรู้เองโดยชอบ สาวกสาวกะที่ได้ยินได้ฟัง ได้ยินได้ฟังแล้วฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงหรือไม่
หลวงปู่เสาร์นี่สาวกสาวกะที่ได้ยินได้ฟัง ได้ยินได้ฟังขึ้นมา ศึกษาธรรมะจากพระไตรปิฎก จากธรรมและวินัยที่เป็นศาสดาของเรา แล้วฝึกหัดปฏิบัติตามศาสดา เคารพบูชาศาสดา ปฏิบัติให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มันถึงที่สุดแห่งทุกข์โดยความชอบธรรม
เพราะความชอบธรรมอันนั้นมันถึงชี้หน้ากิเลสได้ไง มันถึงแนะนำว่ากิเลสที่มันร้ายนักๆ มันอยู่ในหัวใจของคน แล้วสิ่งที่ร้ายนักที่จะเข้าไปเผชิญหน้ากับมัน เรามีสติมีปัญญามากน้อยขนาดไหน ถ้าเรามีสติปัญญาของเรา ท่านถึงอบรมบ่มเพาะขึ้นมา ให้มีข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจๆ
การศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นภาคปริยัติ นั่นน่ะเป็นมงคลชีวิต เป็นการศึกษามาเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกหัดปฏิบัติ แต่เวลาจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันมีอวิชชา มีพญามาร มันสวมรอยเข้ามา มันเลยการกระทำไม่ชอบธรรม เพราะความไม่ชอบธรรมอย่างนั้นมันถึงทำความสงบของใจไม่ได้
เพราะอะไร
เพราะมันมีสิ่งยั่วยุ มันมีสิ่งชักนำไปตลอด นี่ของที่มันไม่ชอบธรรม เวลาถือศีลๆ เวลาชาวพุทธเรา เวลาถือศีลๆ หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า ขอศีลห้า มันก็ได้ศูนย์ห้า ขอศีลสิบ มันก็ได้ศูนย์สิบ พระปฏิบัติขึ้นมา ศีล ๒๒๗ มันก็ลบเลือนเลือนลางไปทั้งสิ้น มันมิชอบ
แต่ถ้ามันชอบล่ะ ถ้ามันชอบธรรม เราซื่อสัตย์ไง เราต้องการข้อเท็จจริง ต้องการความเป็นจริง ถ้าต้องการความเป็นจริง มันก็ต้องทำให้เป็นความจริงขึ้นมาสิ
แล้วความจริงขึ้นมามันเกิดที่ไหนล่ะ
มันเกิดขึ้นจากคนจริง
ครูบาอาจารย์ของเราท่านถึงวางข้อวัตรปฏิบัติไว้
ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา แล้วธรรมวินัยนี้อยู่ในพระไตรปิฎก ธรรมวินัยนี้ สิ่งที่เราศึกษาค้นคว้าจบ ๙ ประโยค มันก็ศึกษามาทั้งหมด แล้วมันชอบธรรมไหม มันเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
แล้วภาคปฏิบัติๆ ครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาโดยมิชอบ เวลาแสดงธรรมๆ
หลวงตาพระมหาบัวท่านยืนยันไง เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแล้วแสดงธรรม
เหยียบหัวพระพุทธเจ้าก็ธรรมและวินัยนี่ไง ทุศีลไง ไม่มีศีล ไม่มีสัตย์ไง นั่นก็เหยียบย่ำทำลายธรรมและวินัย เหยียบย่ำทำลายศาสดา ก็เท่ากับเหยียบหัวพระพุทธเจ้า แล้วแสดงธรรมๆ แสดงธรรมก็สัญญาอารมณ์ของตนไง สิ่งที่แสดงออกไปมันชอบธรรมหรือไม่ ถ้ามันไม่ชอบธรรม เวลาฟังแล้วกิเลสมันกลัวไหม
แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริง มันชอบธรรมขึ้นมา กิเลสมันวิ่งหนีเลย
แล้ววิ่งหนีไปไหน
วิ่งหนีหลบอยู่ในจิตเดิมแท้
เวลาจิตเดิมแท้ ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส
ผ่องใสตรงไหน ผ่องใสอะไร
ถ้าภาวนาเป็นนะ จิตสงบระงับ มันสงบระงับโดยเรียบๆ โดยปกติถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ไอ้สิ่งที่จะรู้จะเห็นสิ่งใดภายนอกนั่นมันเล็กน้อยเท่านั้นน่ะ
แล้วจิตเดิมแท้มันผ่องใสอย่างไร จิตสงบแล้วถ้ามันสว่าง สว่างเพราะอะไร แล้วมันสว่าง เห็นความสว่างไสว สว่างไสวเกิดจากอะไร
นี่ไง มันมีจิต
นี่ไง เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านอบรมบ่มเพาะลูกศิษย์ลูกหาของท่าน
“จิตเป็นอย่างไร”
แล้วถ้าคนภาวนาไม่ได้มันก็ไม่ได้ ถ้าไม่ได้แล้วท่านก็ไม่กดดัน เพราะกดดันแล้วเขาทุกข์เขายาก ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ถ้าไม่ได้ก็ให้เขาฝึกหัดให้ภพชาติของเขาสั้นเข้า ให้เป็นจริตเป็นนิสัยต่อเนื่องไป
แต่ถ้าคนไหนภาวนาแล้วภาวนาได้ ท่านกำหนดเลย จิตเป็นอย่างไร แล้วเริ่มต้นอย่างไร แล้วเริ่มต้นแล้วมันจะถูกต้องชอบธรรมตรงไหน ทำความสงบของใจได้หรือไม่ได้ ถ้าได้ ได้อย่างไร นี่ถ้ามันได้ไง
ถ้ามันชอบธรรม มันชอบธรรมตั้งแต่เรามีสัจจะ มีสัจจะ เห็นไหม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านมีศีลมีธรรมของท่าน ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป เวลาไปเข้าป่าเข้าเขา ถ้ามันทุศีล เข้าไปที่แรงๆ มันมีปัญหาทั้งนั้นน่ะ
แล้วทำไมเราต้องเข้าไปที่นั่น
หลวงปู่มั่นนี่แหละครูบาอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ กลัวอะไร ท่านให้ไปที่นั่น กลัวผี ให้เข้าป่าช้า กลัวเสือ ให้เข้าป่าไปเจอกับเสือ
เพราะเราเห็นว่าความกลัวเป็นความทุกข์ความยากทั้งนั้น แต่เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ท่านเห็นความกลัวเป็นประโยชน์ เพราะอะไร เพราะกิเลสในใจมันดื้อ
นี่ไง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในหัวใจของคน แล้วกิเลสในหัวใจของคนนะ ถ้ามันประพฤติปฏิบัติโดยความไม่ชอบธรรม มันมิชอบ เวลามันไป มันไปโดยคณะ ยิ่งใหญ่ เวลามันไปนี่ โอ้โฮ! มันไปด้วยความป้องกันตัวมันเต็มที่เลย
ไปทำไมอย่างนั้นน่ะ ไปเที่ยวป่าช้าๆ ไปส่งศพหรือ
เวลาครูบาอาจารย์ท่านไปของท่านองค์เดียว แล้วเวลาไป ไปเวลากลางคืน ใจมันจะขาด
เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ จะทำความสงบของใจบ้าง มันสงบไหม แล้วเรากล้าเข้าไปเผชิญความจริงในหัวใจของเราไหม
เวลาเรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราจะสร้างคุณงามความดีของเรา ถ้าเราสร้างคุณงามความดีของเรา คุณงามความดีของเรามันชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม
ถ้ามันเป็นกิเลสๆ มันยุมันแหย่ มันพลิกมันแพลง มันปลิ้นมันปล้อน มันกะล่อนทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันมิชอบ แม้แต่ความซื่อสัตย์กับธรรมและวินัยคือศาสดาของเรามันยังคดโกง แล้วมันจะเอาความซื่อสัตย์สุจริตมาจากไหน แล้วถ้ามันมีความซื่อสัตย์สุจริตขึ้นมา มันจะเอาความชอบธรรมมาจากไหน
แต่ถ้ามันเป็นศีลเป็นธรรม เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา แล้วเราเคารพบูชาของเรา เราไม่พูดปด เราไม่โกหกมดเท็จ เราไม่กะล่อนปลิ้นปล้อน ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ไม่ใช่หน้าไว้หลังหลอก ภาวนาไม่รู้อะไร ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ลวงโลกไปวันๆ เท่านั้นน่ะ
นี่มันเป็นความไม่ชอบธรรม มันมิชอบ มิชอบก็ผิดกฎหมาย สิ่งที่มิชอบใช้โดยทางสังคมไม่ได้ นี่ไง เงิน แบงก์ปลอม แบงก์ปลอมมันก็หลอกใช้กัน แล้วถ้ามันเป็นแบงก์จริงถูกต้องตามกฎหมายล่ะ เวลามันชอบธรรม มันใช้ที่ไหนก็ได้ มันองอาจกล้าหาญไง แต่ถ้ามันเป็นแบงก์ปลอม ต้องเอาเวลาคนมากๆ เวลาคนเฒ่าคนแก่ไปใช้ มันคดโกงมาตั้งแต่ต้น มิชอบ
ศีลของเรา นี่ไง ถ้าศีลของเราไม่ชอบ ศีล สมาธิ ปัญญา ทุศีลๆ ทำสมาธิได้ไหม คนที่มันเป็นเวรเป็นกรรม มันมีสติปัญญามันก็ทำได้ ทำสมาธิความสงบได้ แต่เป็นมิจฉา มิจฉาแล้วมันไปไหนล่ะ
แต่ถ้าศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าศีลถูกต้องชอบธรรม ถ้ามันทำความสงบของใจของเราเข้ามา มันก็จะเป็นความชอบธรรม ถ้าเป็นความชอบธรรมนะ สมาธิก็เป็นสมาธิไง
ไม่ใช่ว่ามันทุศีล มันมิชอบ แล้วทำแล้วก็ตะบี้ตะบันของเราว่าจะให้มันเป็นข้อเท็จจริง แล้วก็จะยืนยันว่านั่นเป็นการปฏิบัติธรรม มันปฏิบัติโดยความไม่ชอบไง
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านสลดสังเวชไง ปลงธรรมสังเวชๆ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นมันก็เป็นธาตุขันธ์ของเขา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก คนเรามันเข้ากันโดยธาตุ
ลูกศิษย์พระสารีบุตรส่วนใหญ่แล้วเป็นปัญญาวิมุตติ ชอบอย่างนั้น มีจริตนิสัยอย่างนั้น แล้วมันเข้าใจ แล้วมันทำได้ของมันโดยธาตุขันธ์ โดยความชอบธรรม
ลูกศิษย์ของพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะ สิ่งที่ว่าในสมัยพุทธกาล อยู่ในพระไตรปิฎก พวกคหบดีเขาไม่เชื่อว่าจะมีพระอรหันต์ๆ ไง เขาเอาไม้จันทน์มากลึงเป็นบาตร แล้วเอาไม้ไผ่ต่อกันเป็นสองลำขึ้นไป แล้วก็ประกาศ ถ้ามีพระอรหันต์ ขอให้เหาะขึ้นไปเอา ภายใน ๗ วัน
พระโมคคัลลานะกับลูกศิษย์เดินผ่านทุกวัน บิณฑบาตกลับมา เห็นคหบดีเขาคอตกไง อยากจะเห็นพระอรหันต์ อยากจะทะนุถนอมพระพุทธศาสนา ส่งเสริมพระพุทธศาสนา แต่มันเห็นโดยที่การฝึกหัดปฏิบัติที่โดยไม่ชอบธรรม มันมีแต่การโป้ปดมดเท็จ มันสลดใจไง เอาไม้จันทน์กลึงเป็นบาตร แล้วเอาไม้ไผ่ต่อขึ้นไป ถ้ามีพระอรหันต์จริง ขอให้เหาะขึ้นไปเอา ประกาศอยู่อย่างนั้นน่ะ
พระโมคคัลลานะกับลูกศิษย์ท่านเดินผ่าน เวลาพระโมคคัลลานะก็พูดกับลูกศิษย์ของท่าน สงสารเศรษฐีคนนั้น สงสารคนที่เขาสงสัยในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เธอเหาะขึ้นไปเอาสิ ลูกศิษย์ของพระโมคคัลลานะก็บอก ถ้าอาจารย์มีความสงสารเขา อยากจะให้เขาเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา อาจารย์ก็เหาะขึ้นไปเอาสิ ต่างคนต่างเกี่ยงกัน เห็นไหม
ลูกศิษย์พระโมคคัลลานะ ๕๐๐ มีฤทธิ์มีเดชเหมือนกันทั้งนั้น เข้ากันโดยธาตุ ธาตุที่เป็นเจโตวิมุตติ พิจารณาสติปัฏฐาน ๔ โดยความถูกต้องชอบธรรม เวลากิเลสมันสิ้นไป มันมีฤทธิ์มีเดชในอำนาจวาสนาของเขา
เวลาถึงที่สุดแล้ว ลูกศิษย์พระโมคคัลลานะเหาะขึ้นไป เพราะด้วยความเมตตา เมตตาเศรษฐีนั้น เพราะตอนนั้นยังไม่ได้บัญญัติไง เหาะขึ้นไปนะ เอาบาตรนั้นเหาะวนลงมา เหาะ ๓ รอบลงมา
โอ้โฮ! เศรษฐีปลื้มใจมาก ตั้งแต่นั้นมามีปัญหาเลยล่ะ พระจะมาตักบาตรต้องเหาะให้ดูก่อน
ข่าวมันร่ำลือไปจนถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกพระโมคคัลลานะกับลูกศิษย์ขึ้นไปตำหนิไง
ถ้าทำอย่างนั้นศาสนามันจะเรียวแหลม แล้วพระที่บวชใหม่ล่ะ พระที่เขาไม่ถนัดในแนวทางนี้ มันก็เหมือนกับว่าเราบังคับให้ว่าคนที่มีอำนาจวาสนา คนที่ประพฤติปฏิบัติจะมีแนวทางแนวทางเดียวไง
แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาบัญญัติ การทำความสงบ ๔๐ วิธีการ หัวใจของคน คนที่จะฝึกหัดปฏิบัติแล้วแต่จริตแล้วแต่นิสัย แล้วจริตนิสัยแต่ละครั้ง กิเลสมันพลิกมันแพลงขึ้นมา มันยังหลอกมันยังลวง มันต้องมีอุบาย มีสติมีปัญญา มันถึงจะรักษาหัวใจของตนได้ อย่างเช่น หลวงปู่มั่นถาม จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร นั่นน่ะ
พอจิตเป็นอย่างไรแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันถึงชำระกิเลสเป็นบุคคล ๔ คู่ เป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป จนถึงที่สุดแห่งทุกข์จนเป็นพระอรหันต์แล้ว มันจะทำสิ่งใดมันไม่มีเสื่อม อกุปปธรรม
กุปปธรรม อกุปปธรรม ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาโดยข้อเท็จจริง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัจจะความจริงโลกนี้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับเป็นธรรมดา มันเป็นอนัตตาในข้อเท็จจริงของมันอยู่แล้ว
แล้วเวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ จิตสงบแล้วถ้าน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม นี่มันเห็นกิเลส ถ้ามันเห็นกิเลสขึ้นมาแล้วมันจับต้อง มันประพฤติปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา
ในทางพระพุทธศาสนา เห็นไหม เราเคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยเป็นศาสดา เรากราบเราไหว้รัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่แล้ว เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา พุทโธๆ จนจิตมันสงบระงับเข้ามา จนมันเป็นพุทโธเสียเอง มันเป็นพุทโธเสียเอง มันก็จิตตภาวนา จิตของตน
จิตของตนถ้ามันมีสติปัญญารักษาไว้ มันชำนาญในวสี ชำนาญในวสี ถ้ามีอำนาจวาสนาน้อมไปเห็น เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ถ้ามันจับต้องมันได้ มันเห็นกิเลสของมัน
เวลามันพิจารณาของมันนะ มันเป็นวิปัสสนา วิปัสสนาเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาพิจารณาของมันไป มันปล่อยๆ มันปล่อยเป็นครั้งเป็นคราว มันปล่อยเป็นครั้งคราว เขาเรียกชั่วคราวๆ ตทังคปหาน มันยังไม่สะเด็ดน้ำ
เวลาสะเด็ดน้ำ พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีครูบาอาจารย์ที่ดีงามคอยคุ้มครองดูแล เห็นไหม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลามันขาด ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ มันขาด ด้วยวิธีการถูกต้องชอบธรรมโดยมรรค ๘ นี่มันทำด้วยความถูกต้องชอบธรรม
ไม่ใช่ธรรมมิชอบๆ คาดหมาย คาดเดา เดาเอาไปของตนเอง แล้วระลึกไปโดยกรรมของสัตว์
ปลงธรรมสังเวช
แต่เวลามันขาด พอมันขาด ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ อริยสัจ จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจๆ เวลาสังโยชน์มันขาด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ดั่งแขนขาด นี่เป็นอกุปปธรรม
อกุปปธรรมไม่อยู่ใน สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาๆ เพราะธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา ธรรมและวินัยเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ของเรา เราไปศึกษาเล่าเรียนมาเป็นการจดจำ เวลาจดจำเป็นภาคปริยัติไง มันถึงเป็น สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ไม่มีสิ่งใดเป็นแก่นสารในหัวใจดวงนั้น
แต่ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงขึ้นมา เวลากิเลสมันขาดดั่งแขนขาด อกุปปธรรม พ้นจากการเป็น สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา เพราะจิตมันรู้ จิตมันเห็น จิตมันเป็น เพราะจิตมันรู้ จิตมันเห็น จิตมันเป็น มันถึงมีดวงตาเห็นธรรม เห็นธรรมส่วนหนึ่งในหัวใจของตน เห็นไหม
ถ้ามันเห็นธรรมในหัวใจของตนส่วนหนึ่ง มันเป็นอกุปปธรรม มันอยู่ในสถานะความมีคุณธรรมในหัวใจของตน เป็นสมบัติของตน เป็นสมบัติของใจดวงนั้นที่ได้ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงนั้น นี่ถ้ามันเป็นความชอบธรรมๆ มันเป็นความชอบธรรมบุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ไง
แต่ถ้ามันเป็นกิเลส มันมิชอบ มันไม่ชอบธรรม เพราะมันไม่ชอบธรรมไง เพราะมันไม่ชอบธรรมมันถึงไม่มีจิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ จิตนี้รู้จริงเห็นจริงตามความเป็นจริง
ถ้าจิตนี้มันไม่รู้จริงเห็นจริงตามความเป็นจริง มันก็มิชอบ มันก็ไม่ชอบธรรม ถ้าเวลาแสดงธรรมๆ มันก็เป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันถึงเลื่อนๆ ลอยๆ ไง แล้วเลื่อนๆ ลอยๆ แล้วถ้ากิเลสมันพลิกมันแพลงขึ้นมามันเดือดร้อนน่ะ
เป็นพระด้วยกัน พูดธรรมะเหมือนกัน มันจะต่างกันตรงไหน
ต่างกันตรงเป็นจริงและไม่เป็นจริงนี่ไง
ถ้ามันเป็นจริงๆ มันเป็นจริงแล้วมันก็เป็นของจริง ถ้ามันของจริง มันพูดเมื่อไหร่ พูดอย่างใด มันต้องมีข้อเท็จจริง
เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูดไง ถ้าของจริงจะพูดเล่นพูดหัวไง หลวงตาพระมหาบัวท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น เวลาเราเข้าไปฝึกหัด เราไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันเข้าไปเลยนะ ท่านปกครอง ท่านคุ้มครองดูแล ท่านคอยชี้คอยแนะ
เวลาท่านคอยชี้คอยแนะ เห็นไหม เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นไง เวลาท่านพูด หลวงปู่มั่นท่านจะพูดทีเล่นทีจริง แต่ของเราไม่มีเล่น เราจริงทั้งหมด เหมือนอัดเทปไว้เลย พูดคำไหนมันซับไว้ๆ จำได้หมด
ถ้าจำได้หมดก็นี่ไง พระอานนท์ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์ที่ไหน เทศน์กับใคร เทศน์เมื่อไหร่ จำได้หมด เวลาทำสังคายนา วินัยก็พระอุบาลี ถ้าเป็นธรรมๆ เป็นธรรมก็พระอานนท์ไง ฉะนั้น เวลาทำสังคายนาต้องมีพระอุบาลีกับพระอานนท์ พระอุบาลีเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว พระอานนท์เป็นพระโสดาบัน
ถึงเวลาแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระอานนท์ โอ้โฮ! คร่ำครวญ อยากนิมนต์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้อบรมบ่มเพาะ เพราะตัวเองเป็นพระโสดาบันไง ยังเป็นคู่ที่ ๑ ยังขาดอีก ๓ คู่ ฉะนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระอานนท์คร่ำครวญนะ คนเราปฏิบัตินะ มันอยากมีคนคุ้มครองดูแล มันอยากมีคนคอยชี้ทาง
“อานนท์ เธออย่าเสียใจไปเลย สิ่งในอนาคตกาล ถ้ามีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อไป ผู้ที่อุปัฏฐากก็จะทำหน้าที่ไม่ได้ดีไปกว่าเธอ เธออย่าทุกข์ใจไปเลย อีก ๓ เดือนข้างหน้าเขาจะมีการสังคายนา”
นี่ไง จุตุปปาตญาณไง อนาคตรู้หมด
“อีก ๓ เดือนข้างหน้าเขาจะมีการสังคายนา เธอจะได้เป็นพระอรหันต์ในวันนั้น”
ฉะนั้น คำพูดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยคลาดเคลื่อน พระอานนท์อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อุปัฏฐากมา ๒๕ ปี รู้ตลอด ซาบซึ้ง เคารพบูชามาก
ถึงเวลาแล้วกิเลสมันหลอก เห็นไหม มิชอบ บุคคลคู่ที่ ๑ ชอบธรรม แต่คู่ต่อไปที่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้น่ะชอบ แล้วถึงเวลาแล้วมันจะเป็นจริง แต่ตัวเองกิเลสมันมิชอบ กิเลสมิชอบนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าอีก ๓ เดือนจะเป็นพระอรหันต์ แล้วคืนนี้เขาก็จะมีสังคายนาอยู่แล้ว พระสงฆ์ ๔๙๙ องค์ เหลือไว้อีกที่หนึ่งเพื่อพระอานนท์ แล้วเราก็ยังไม่เข้าใจในธรรมที่ลึกซึ้งอย่างนั้น ไอ้ความจำก็จำได้ทั้งนั้นน่ะ แต่ด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ไง
ทำสังคายนา พระอรหันต์ ๕๐๐ เถรวาท พระเถระ ๕๐๐ เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด มีพระกัสสปะเป็นหัวหน้า ทำสังคายนามาแล้วลงญัตติกันไว้ เวลาทำสังคายนาเสร็จแล้วไง
พระอานนท์ยังละล้าละลังๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระอานนท์จะได้เป็นพระอรหันต์ จิตไปอยู่ตรงนั้นน่ะ พยายามเต็มที่เลย พยายามเต็มที่เพราะเป็นหน้าที่ เวลามันละล้าละลังๆ มิชอบๆ ถึงเวลาแล้วนะ ปล่อยหมดเลย เฮ้อ! ไม่ไหวแล้ว ขอเอนตัวลง
เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่งสมาธิ เวลาชนะมาร เวลาครูบาอาจารย์เป็นท่าอะไรจำได้หมดล่ะ เป็นที่ไหน เป็นอย่างไร บุคคล ๔ คู่ คู่ที่ ๑ ได้ที่ไหน ได้อย่างไร คู่ที่ ๒ มีเหตุมีผลทั้งนั้นน่ะ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ขณะดับ ดับทุกข์เป็นชั้นๆ ขึ้นไป
ฉะนั้น สิ่งที่เวลาพระอานนท์ละล้าละลังๆ ไง โอ้! เหนื่อยเต็มทีแล้ว ขอพักหน่อย พอเอนตัวลง เอนตัวลงมันปล่อยหมด
เวลาหลวงปู่มั่นไง “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร”
มันเป็นจิต เป็นหัวใจของของพระอานนท์โดยสมบูรณ์แบบ พอเอนลง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “อีก ๓ เดือนข้างหน้าเขาจะมีสังคายนา เธอจะได้เป็นพระอรหันต์ในวันนั้น”
ถ้าจะเป็นพระอรหันต์ในวันนั้น มันก็จะต้องเป็นโดยจิตของพระอานนท์ เป็นสติ เป็นปัญญาของพระอานนท์ ไม่ใช่เป็นคำพยากรณ์แล้วจิตส่งไปอยู่ที่คำพยากรณ์นั้น แล้วก็ละล้าละลังๆ เวลาปล่อยหมดมันเป็นข้อเท็จจริง เห็นไหม สำเร็จเป็นพระอรหันต์เลย อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร มารสิ้นไป หมดกังวล
เขาจะสังคายนาพรุ่งนี้แล้ว เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ไง พอเขาจะสังคายนา พระอานนท์ดำดินไปโผล่ท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์เข้าใจหมด เพราะสงฆ์เป็นพระอรหันต์ ๔๙๙ องค์ ทำไมจะไม่เข้าใจเรื่องอย่างนี้ พระอรหันต์ก็เข้าใจเรื่องพระอรหันต์หมดล่ะ
นี่ทำสังคายนามา สิ่งที่มันชอบธรรม พระอรหันต์ ๕๐๐ เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด แล้วทำสังคายนา พระอุบาลีก็พูดถึงเรื่องวินัย ๒๒๗ ต่างๆ พระวินัย แล้วเวลาธรรมะก็พระอานนท์
สุดท้ายแล้วพระอานนท์บอกว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า ต่อไปในอนาคต ถ้ามันมีสิ่งใดที่มหาประเทศ ๔ ประเทศมันจะขัดแย้ง มันจะไม่เข้ากับสังคม วินัยเล็กน้อยให้ระงับได้
สงฆ์ถามพระอานนท์ว่า แล้วเล็กน้อยแค่ไหน ตรงไหนเล็กน้อย ตรงไหนใหญ่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้พูด พูดแต่ว่าถ้าของเล็กน้อย
ถ้าอย่างนั้น นี่ไง ถึงได้ทำสังคายนาเสร็จแล้วได้ตั้งญัตติไงว่า ถ้าเราทำอย่างนั้น บริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาจะบอกว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่งปรินิพพาน คณะสงฆ์รักษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ เราป้องกันการติฉินนินทา เลยตั้งญัตติกันไว้ เราจะไม่แก้ไข เถรวาทก็เลยเป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบในธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ตำรับตำราสมบูรณ์แบบ นี่ภาคปริยัติ ภาคปริยัติ บวชเรียน บวชแล้วก็ร่ำเรียน เรียนแล้วจากคนดิบเป็นคนสุก คนสุกก็รู้ทางวิชาการไง แต่มันแก้ทุกข์ในหัวใจของตนไม่ได้ไง
ถ้าเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรียน เรียนมาแล้ว เรียนมาภาคปริยัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก ทรงจำธรรมวินัยไว้ เรียนไว้เพื่อปฏิบัติ
พระกรรมฐานๆ สิ่งที่จะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลาบวชแล้วๆ เวลาบวชจากอุปัชฌาย์ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ กรรมฐาน ๕ รุกฺขมูลเสนาสนํ มีครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ คุ้มครองดูแลให้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าฝึกหัด พระปฏิบัติ ภาคปฏิบัติ ปริยัติ ปฏิบัติ เวลาจะปฏิบัติขึ้นมานี่ไง กิเลสนี้ร้ายนัก กิเลสในหัวใจของตนไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ
กิเลสในหัวใจของตนมันลังเลสงสัย มันไม่ชอบ มันไม่ชอบ แล้วเวลาถ้าหน้าด้านหน้าทน มันก็อ้างธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เวลาอยู่กับครูบาอาจารย์ขึ้นมา หลวงปู่มั่นท่านพูดไง ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง
ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง หัวใจมันไม่เป็นธรรม ถ้าหัวใจไม่เป็นธรรม เวลามันเทศนาว่าการ มันว่ามันรู้ดีกว่าหลวงปู่มั่น นี่แซงหน้าแซงหลัง แล้วแซงหน้าแซงหลัง เวลาแซงหน้าแซงหลังหลวงปู่มั่นไปแล้วยังไม่พอ จะไปแซงหน้าแซงหลังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไอ้ธรรมวินัยข้อนี้มันไม่ถูกต้อง จดจารึกมาผิด ไอ้ธรรมวินัยที่ตัวเองเพ้อเจ้อเพ้อฝันว่ามันถูก
มันขัดมันแย้งไปหมดเลย ถ้ามันไม่ชอบธรรม มันขัดมันแย้งไปเพราะอะไร มันขัดมันแย้งไป เพราะสมาคมบาลีไวยากรณ์ของโลก เวลาสำนักที่ฝึกหัดปฏิบัติ สำนักศึกษาเล่าเรียนเขามีมากมาย เขาตรวจสอบกันได้ พอตรวจสอบกันได้ แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปด้วยความลุ่มหลงของตนไง
ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยอุปกิเลส
เราก็เจอในพระไตรปิฎก มันเป็น ๒ ท่อน ท่อนหนึ่ง
จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้หมองไปด้วยอุปกิเลส
จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส
ไอ้ผ่องใสๆ อวิชชาทั้งนั้นน่ะ
อวิชชาคืออะไร
คือพญามาร อวิชชาคือความไม่รู้ ไม่รู้ในอะไร ไม่รู้ในใจของตน ไม่รู้ในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ไม่รู้การทำความสงบของใจ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม
ผ่องใส ผ่องใสอะไร ผ่องใสๆ
ตั้งแต่เริ่มทำความสงบ เริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน แล้วการทำความสงบของใจทำได้ยากนัก เพราะอะไร เพราะคนดิบ การฝึกหัดปฏิบัติยากตอนเริ่มต้นนี่ เริ่มต้นจะทำให้จิตใจเรามั่นคง จิตใจมั่นคงมันถึงมีกำลัง ถ้ามีกำลังแล้วมันจะฝึกหัดตัวของมันเอง
หลวงปู่มั่นถึงบอกว่า จิตตภาวนา จิตเป็นอย่างไร
เริ่มต้นที่จิตสงบระงับเข้ามา
ถ้าไม่เริ่มต้นจากจิตสงบระงับเข้ามา มันเป็นโลกียปัญญา คือปัญญาสุตมยปัญญา ปัญญาการศึกษา ปัญญาการค้นคว้า ปัญญาเป็นโลก ปัญญาเกิดจากความคิดของตน ไอ้ความคิดๆ นี่แหละ ปัญญาอบรมสมาธิๆ ก็ความคิดที่มันเร่ามันร้อน ความคิดที่มันทุกข์มันยากนี่แหละ ถ้ามีสติปัญญาเท่าทันมัน ตรวจสอบความคิดของตนน่ะ คิดแล้วคิดเล่า คิดทุกข์คิดยาก คิดลำบากลำบนทั้งนั้นน่ะ
ถ้าเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เราเป็นชาวพุทธ เราปฏิญาณตนว่าเรานับถือพระพุทธศาสนา เวลาเราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ความเพียรทุกข์ยากมาก แต่ความทุกข์ที่เราพอใจ ความทุกข์ที่เราทำ ไม่ใช่ความทุกข์ที่ว่าเรารังเกียจ ความทุกข์ที่เราสละ เราจะทิ้งไป
ผู้ที่มีอำนาจวาสนาศรัทธาในพระพุทธศาสนา ถ้าเขามีศรัทธาของเขา เขาเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เขาตั้งใจของเขา ตั้งใจ เห็นไหม กำหนดให้มันถูกต้องชอบธรรม เวลาถูกต้องชอบธรรมขึ้นมา มันจะเฉไฉ มันจะพลิกมันจะแพลง กิเลสมันจะบิดมันจะเบือนกันตลอดเวลา เราต้องมีสติมีปัญญา มันสติมีปัญญารักษา เห็นไหม
นี่ไง ปฏิบัติที่มันยาก มันยากเริ่มต้น ยากเริ่มต้นเพราะมันดิบๆ ยากเริ่มต้นเพราะว่ากิเลสมันครอบงำทั้งสิ้น แล้วเวลาปฏิบัติไปละล้าละลังๆ มันจะเป็นอย่างนั้น มันจะเป็นอย่างนี้ มันจะเป็นอย่างนั้น เขาถึงต้องพยายามเริ่มต้นฝึกหัดใหม่ต้องบังคับๆ บังคับให้อยู่กับคำบริกรรม
การออกกำลังกายมันต้องมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา มันถึงเป็นการออกกำลังกายได้ จิตตภาวนา จิตที่ไม่มีคำบริกรรม จิตไม่ได้เคลื่อนไหว ไม่มีการกระทำ จิตมันไม่มีนวกรรม มันไม่ได้พัฒนาตัวมันเอง มันจะเป็นความสงบระงับเข้ามาได้อย่างไร
แต่ด้วยความมิชอบ ความเหลวไหล เวลาอารมณ์มันส่งออก เวลาฟังครูบาอาจารย์เทศนาว่าการมา มันเป็นการคาดการหมาย การจินตนาการไปอยู่อย่างนั้น ถ้าอยู่อย่างนั้นแล้วมันเหลวไหลไง มิชอบ มันใช้ประโยชน์ไม่ได้ คือมันไม่มีกำลัง
แต่ถ้าจิตมันสงบนะ เวลามันปล่อย มันปล่อยความรู้สึกนึกคิดทั้งหมด
เวลาคนเกิดมามีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่ง มันแต่งมาจากอะไร มันก็แต่งมาจากสัญญา สัญญามันจำมาจากไหน มันจำมาตั้งแต่อดีตชาติ มันจำมาตั้งแต่เวรแต่กรรม แล้วมันก็พิจารณาของมันไปไง ถ้าเรามีสติปัญญา เราพิจารณาแล้วมันปล่อยๆๆ เห็นไหม นี่ไง มันทะลุขันธ์ ๕ เข้าไป มันถึงขันธ์ ๕ ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ขันธ์ ๕
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณสมบูรณ์แบบถึงเป็นอารมณ์ สติปัญญามันเท่าทัน มันปล่อยอารมณ์ เสวยไง จิตคือธาตุรู้ สิ่งที่ถูกรู้คืออารมณ์ แล้วอารมณ์นี้มันก็เจือไปด้วยความสุขความทุกข์ เจือไปด้วยความคั่งแค้น เจือไปด้วยความอาฆาต เจ็บปวดอยู่อย่างนั้นน่ะ
แต่ถ้าสติปัญญาเท่าทัน อารมณ์ เห็นไหม สัญญา สัญญาคือจำ ความจำที่ความกระเทือนใจ ความต่างๆ มันผุดขึ้นมาตลอด แล้วธาตุรู้มันก็เสวยสิ่งที่ถูกรู้อยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่เคยเท่าทันอะไรมันเลย
ปัญญาอบรมสมาธิ คิดแล้วคิดเล่าๆ มันหยุดคิดไง มันหยุดคิด นี่ไง พุทโธๆๆ จนพุทโธไม่ได้ พุทโธๆ จนเป็นตัวมันเอง ถ้าเป็นตัวมันเอง มันก็ไม่ใช่ขันธ์ ๕ ไง
ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง มันเห็นจริงหมดน่ะ ถ้าทำสมาธิเป็น แล้วพอมันทำสมาธิเป็น ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้มันปล่อย ผู้รู้ไม่พาดพิงอารมณ์คือไม่เสวย ไม่ไปวอแวกับความอาฆาตแค้น ความจำความต่างๆ สัญญา สัญญา สัญญา
ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัตินะ ไอ้เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ เราว่าสังขาร ความคิด ความปรุง ความแต่ง มันความทุกข์ความยาก แล้วความคิด ความปรุง ความแต่ง มันแต่งมาจากอะไร ถ้ามันไม่มีสัญญา ไม่มีสารตั้งต้น
ไอ้สารตั้งต้นมันเป็นแค่สารตั้งต้น สารตั้งต้นมันไปทำอะไรได้เยอะแยะไปหมดเลย สารตั้งต้น ความคิด ความปรุง ความแต่ง สังขารมันปรุงมันแต่งนั่นน่ะ
เวลามันปรุงมันแต่ง เห็นไหม เวลาเรานะ นั่งอยู่ เห็นภาพหรือได้ยินเสียง ถ้าวิญญาณไม่รับรู้ มันได้ยินแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะอะไร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ วิญญาณในขันธ์ ๕ วิญญาณมันรับรู้สัญญากับสังขารสมบูรณ์แบบ มันก็เป็นอารมณ์ เพราะอารมณ์เวลามันโกรธมันแค้น มันสุขมันทุกข์ ร้อยแปดพันเก้า เราก็บ้าบอคอแตกไปกับมันตลอด
ปัญญาอบรมสมาธิๆ คิดแล้วคิดเล่า มันแยกมันแยะมันด้วยสติด้วยปัญญานะ มึงก็บ้า บ้า บ้าอยู่คนเดียว บ้าความคิด บ้าแล้วก็ทุกข์ นี่มีสติปัญญา นี่ปัญญาอบรมสมาธิ
กำหนดพุทโธๆ ก็เหมือนกัน กำหนดพุทโธๆ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เห็นไหม ขันธ์ ๕ สัญญาอารมณ์ จิตมันเสวย แล้วก็พุทโธตรงที่มันเสวย พุทโธๆๆ พอกับจิต มันไม่ให้กิเลสเข้ามาแทรกแซง มันพุทโธง่ายๆ ไง
เริ่มต้นพุทโธไม่ได้นะ โอ้โฮ! นั่งได้ ๒ นาที เวลานั่งเล่นเกมนั่งได้ทั้งวัน เวลาภาวนานั่งได้ ๒ นาที เจ็บปวดนัก มันทำอะไรไม่ได้เลย แต่พอพุทโธๆ จนฝึกหัดปฏิบัติจนมันคล่องแคล่ว มันสมดุลกัน มันลื่นเลย พุทโธๆ โอ้โฮ! ดี๊ดีเลย พุทโธๆ จนพุทโธมันละเอียด ละเอียดเข้าไป ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ
นี่ไง จิตเป็นอย่างไร ทำสมาธิเป็นไหม
ถ้าทำสมาธิเป็น ศีล สมาธิ ยกขึ้นสู่วิปัสสนา
ทำสมาธิ อ๋อ! สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี นิพพานเป็นเช่นนี้เอง
ติดอีก
นี่ไง เริ่มต้นอยากฝึกหัดปฏิบัติ หลวงปู่มั่นท่านจะดูของท่าน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตังสญาณ เล็งญาณ ใครมีอำนาจวาสนาแล้วชีวิตเขาสั้น ไปเอาคนนั้นก่อน
นี่ก็เหมือนกัน มีจริตมีนิสัยหรือไม่ ถ้ามีจริตมีนิสัย มันทำความสงบของมันได้ ถ้าทำความสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้หรือไม่ได้
ครูบาอาจารย์ที่ดีงาม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ ความชอบธรรม ความชอบธรรมมันมีเหตุมีผล มันมีการกระทำตั้งแต่ปุถุชน กัลยาณชน
ปุถุชนคนหนาทำสมาธิได้ยาก ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่ถ้ามีอำนาจวาสนา เคยได้สร้างบุญสร้างกุศลมาไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย พระอรหันต์ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะปรารถนาเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา ได้สร้างอำนาจวาสนามามากกว่าพระอรหันต์โดยปกติ
พระอรหันต์โดยปกติหนึ่งแสนกัป ความเป็นพระอรหันต์ ความเป็นพระอรหันต์คือมีมาตรฐาน คือจิตมันมีสัจจะมีความจริง มันสู้กับกิเลสไหว มันตั้งสัจจะแล้วมันภาวนาของมันได้ไง
คนไม่มีอำนาจวาสนานะ ล้มลุกคลุกคลาน มิชอบธรรมๆ แต่ถ้ามีอำนาจวาสนาก็มีสัจจะมีความจริงยอมรับ
เราอยู่ในวงกรรมฐานนะ พระที่ดีงาม เราภาวนาไม่เป็น ภาวนาไม่ได้ เราพยายามแล้ว
แต่ถ้ามิชอบธรรม มันว่ามันเป็นพระอรหันต์ มันยอดเยี่ยม แล้วสิ่งที่แสดงออกมานะ สัพเพเหระ บั่นทอนพระพุทธศาสนา ตัดทอนข้อเท็จจริงในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อริยสัจมีหนึ่งเดียว ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธๆ ด้วยวิธีการมรรค ๘ อริยสัจ การฝึกหัดปฏิบัติในพระพุทธศาสนาแนวทางสติปัฏฐาน ๔ มีหนึ่งเดียว จะฝึกหัดปฏิบัติแนวทางใดก็แล้วแต่ จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจโดยข้อเท็จจริง
แต่ถ้ามันไม่ชอบธรรมไง มิชอบ แล้วมันก็ไปตัดทอน สัพเพเหระ ตัดตอนๆ แล้วบอกว่าตัวเองเก่งกว่าพระพุทธเจ้า
เศร้า นี่เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแล้วแสดงธรรม แล้วยังย่ำยีพระพุทธศาสนา ทำลายให้คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริง เห็นไหม จะเป็นปัญญาอบรมสมาธิหรือจะเป็นสมาธิอบรมปัญญา
ปัญญาอบรมสมาธิคือปัญญาวิมุตติ ใช้ปัญญา ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับด้วยมรรค ๘ มรรค ๘ ต้องสมบูรณ์แบบ ถ้าสมบูรณ์แบบจะเป็นมรรคสามัคคี มรรครวมตัว สมุจเฉทปหาน ตัดกิเลสดั่งแขนขาดเป็นชั้นเป็นตอน
แต่ถ้ามันมิชอบล่ะ มันตัดมันทอนของมันไง ถ้ามันตัดมันทอนของมัน ถ้าเป็นปัญญาวิมุตติ มันก็เป็นปัญญาวิมุตติแบบในแนวทางของพระสารีบุตร ถ้ามันเป็นเจโตวิมุตติๆ เจโตก็สมาธิอบรมปัญญา
ปัญญาอมรมสมาธิเป็นปัญญาวิมุตติ ถ้าทำพุทโธๆๆ ทำความสงบของใจเข้ามาโดยการทำสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่จะเป็นเจโตวิมุตติ
ถ้าเจโตวิมุตติจิตสงบแล้วเห็นกายอย่างไร
เห็นกายโดยเห็นเป็นอุคคหนิมิต เป็นนิมิตโดยที่มีสมาธินะ แต่การฝึกหัดทำสมาธิมันติดนิมิต มันเห็นนิมิต มันไม่เข้าสมาธิไง
แต่ถ้าเป็นสมาธิแล้ว เป็นสมาธิ จิตเป็นอย่างไรๆ ถ้ามันเจโตวิมุตติ ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันเห็นของมันตามเจโตวิมุตติตามกำลังของจิต มันเป็นอีกประเภทหนึ่ง ประเภทหนึ่ง หมายความว่า เวลามันเห็นแล้วมันพิจารณาไป แวบๆๆ มันเร็วมาก
ปัญญาอย่างนี้มันคืออะไร
มันคือพระไตรลักษณ์ ไตรลักษณะที่จิตมันเห็นไตรลักษณ์
นี่ไง สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา จิตมันรู้มันเห็นโดยเป็นอนัตตาโดยกำลังของจิต โดยจิตมันรู้มันเห็น
ความคิดเร็วกว่าแสง สิ่งที่มันเร็วกว่าแสง เอาให้มันเป็นอุคคหนิมิต ให้เป็นภาพที่เห็นชัดเจน แล้วพิจารณาไปเวลามันเป็นวิภาคะ มันขยาย มันแยก โอ้โฮ! นี่เจโตวิมุตติ
ครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่ชอบ หลวงปู่คำดี หลวงปู่ฝั้น เจโตวิมุตติทั้งนั้นน่ะ
ปัญญาวิมุตติ หลวงตาบัว หลวงปู่ดูลย์ ท่านเป็นปัญญาวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ สิ่งที่เป็นปัญญาวิมุตติเวลาแสดงธรรม โอ้โฮ! มันแตกฉานขยายไปกว้างขวาง ส่วนถ้าเป็นเจโตวิมุตติมันขยายความได้ของเขาได้ขนาดนั้น
นี่พูดถึง พูดถึงเวลาถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติโดยอำนาจวาสนาของคนไง แต่มันจะเป็นเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ นั้นมันเป็นธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา ธรรมและวินัยเป็นศาสดา เวลาอบรมบ่มเพาะขึ้นมา พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการอบรมบ่มเพาะสอนไง
ดูสิ ดูพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรได้ฟังธรรมพระอัสสชิ พระสารีบุตรเป็นพระโสดาบัน มาแสดงธรรมให้พระโมคคัลลานะฟัง พระโมคคัลลานะได้โสดาบัน อบรมบ่มเพาะสัทธิวิหาริกทั้งหมดได้เป็นพระโสดาบัน ชวนสัญชัยไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัญชัยไม่ไป เวลาพระโมคคัลลานะพระสารีบุตรไป สัญชัยกระอักเลือดเลย เวลาไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมบ่มเพาะสั่งสอน
พระโมคคัลลานะเป็นพระโสดาบัน นั่งสัปหงก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปโดยฤทธิ์เลย
โมคคัลลานะ ถ้ามันง่วงนอน เอาน้ำลูบหน้า แหงนหน้าดูดาว ตรึกในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ไอ้พวกนั่งสัปหงก ไอ้พวกนั่งหลับๆ ตรึกในธรรมๆ ขึ้นมาให้มันตื่น เวลาตื่นขึ้นมา ถ้ามันแก้ไขไม่ได้ นอนซะ เวลานอนเสร็จแล้วค่อยกลับมาปฏิบัติ
๗ วัน พระโมคคัลลานะเป็นพระอรหันต์ เจโตวิมุตติ
เวลาพระสารีบุตรเป็นปัญญาวิมุตติๆ เพราะว่าปัญญามากไง ปัญญามาก มันมีความลังเลมาก มันต้องวินิจฉัยมากไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการ หลานของพระสารีบุตรจะมาต่อว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ไม่พอใจนู่น ไม่พอใจทั้งนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า ถ้าเธอไม่พอใจสิ่งต่างๆ
นี่ปัญญา
ถ้าเธอไม่พอใจสิ่งต่างๆ ไม่พอใจสิ่งใดๆ เลย เธอต้องไม่พอใจอารมณ์ที่เธอไม่พอใจสิ่งต่างๆ นั้นด้วย เพราะอารมณ์นั้นก็เป็นวัตถุอันหนึ่ง
ความคิดนี้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้าเป็นปัญญาวิมุตติ มันรู้มันเห็นของมัน มันจับต้องของมันได้ ไอ้ที่เป็นนามธรรมมันจับได้หมดล่ะ
เวลาพระสารีบุตรถวายการพัดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่ถ้ำคิชฌกูฏ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมหลานพระสารีบุตร พระสารีบุตรได้ฟังอยู่ นี่เวลาคนที่มีสติปัญญามันเทียบเคียงมันได้หมด สำเร็จเป็นพระอรหันต์เพราะธรรมข้อนี้ นี่ปัญญาวิมุตติ
เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ มันเป็นธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สาวกสาวกะได้ยินได้ฟังแล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มันตรงจริตตรงนิสัยของเรา ถ้าเราทำสิ่งใดแล้วมันเป็นความสุข ทำอย่างไรแล้วจิตสงบระงับเข้ามา นี่ครูบาอาจารย์ พระอรหันต์ทั้งหมด
ทำสมาธิไม่เป็น ทำสมาธิเป็นขึ้นมาก็ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้ เพราะติดสมาธิ ตายหมดเลยไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง ก็เลยเป็นธรรมมิชอบ ธรรมไม่ชอบ ธรรมของกิเลส ธรรมของความเซ่อ
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านเป็นจริง ท่านอบรมบ่มเพาะขึ้นมา ธรรมทายาท ผู้ที่เดินตาม ที่เดินตามคือเคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วศีล สมาธิ ปัญญา เราจะทำให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ความถูกต้องชอบธรรม
เราซื่อสัตย์สุจริตแล้วเดินตามแนวทางในพระพุทธศาสนา ในภาคปฏิบัติของพระกรรมฐาน ซื่อสัตย์สุจริตแล้วทำของเราให้มันถูกต้องชอบธรรม เวลามันถูกต้องชอบธรรมเข้ามานะ มันมีความปกติสุขทั้งนั้นน่ะ
มันอยู่ที่อำนาจวาสนาบารมีของแต่ละบุคคล มันจะทุกข์มันจะยาก มันจะทุกข์มันจะยาก ย้อนกลับมา ดูซิว่าใครทุกข์ใครยาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ ปี ทุกข์กว่านี้มากนัก เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ เวลาจิตใจถ้ามันท้อแท้ ให้ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วอ่านประวัติหลวงปู่มั่น
หลวงปู่มั่นตั้งแต่พรรษาแรก หลวงปู่เสาร์ท่านพาระหกระเหินไปขนาดไหน จนทั้งหลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่นท่านทำความสงบของท่านได้ มีความสงสัยในธรรมๆ ก็เข้ามาปรึกษาที่วัดบรมนิวาสกับเจ้าคุณอุบาลีฯ เจ้าคุณอุบาลีฯ หลวงปู่มั่นมาจำพรรษาในวัดสระปทุม สองพรรษาหรือพรรษาหนึ่ง นี่เวลามาศึกษามาค้นคว้า
คนที่เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม มันเก็บเล็กผสมน้อย อะไรที่มันเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต ซื่อสัตย์สุจริต ประพฤติปฏิบัติไปด้วยกัน สาวกสาวกะได้ยินได้ฟังธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระไตรปิฎกอยู่ในวัดในวามากมายมหาศาล เจ้าคุณอุบาลีฯ โอ้โฮ! ท่านเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต แล้วหลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติไง
เวลานักปราชญ์ราชบัณฑิตเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม ปรึกษา ค้นคว้าการกระทำ สาวกสาวกะ เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันปฏิบัติโดยความชอบ พอความชอบขึ้นมาแล้วมันถึงมีเหตุและผล
เวลาศึกษาค้นคว้ามา ศึกษาค้นคว้ามาเพื่อหัวใจดวงนี้ ศึกษาค้นคว้ามา เห็นไหม จิตตภาวนา เวลาจิตตภาวนา เวลาฝึกหัดปฏิบัติไปมีดวงตาเห็นธรรม เกิดอีก ๗ ชาติ ชัดๆ ท่ามกลางหัวใจเลย แล้วมันเห็นความมหัศจรรย์ในความเกิดเป็นมนุษย์ที่เป็นอริยทรัพย์นี้
มนุษย์ ดูสิ ดูพระท่องจำพระไตรปิฎกได้หมดทั้งตู้ ท่องได้หมด นักปราชญ์ราชบัณฑิตไง นั่นเป็นภาคปริยัติ การศึกษาค้นคว้าธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงธรรมวินัยกันมา เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา สุตมยปัญญาขึ้นมา ศึกษามา พยายามฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มันสงบระงับเข้ามา มันทุกข์มันยากแสนเข็ญ เวลาจิตมันสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นหรือไม่เป็น ถ้าไม่เป็นก็จินตนาการไปเรื่อย จิตมยปัญญาแก้กิเลสไม่ได้ มันเห็นชัดๆ เลย
เวลาถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนานะ จิตสงบแล้วเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริงเพราะตรงไหน
นี่ไง เวลาที่เขาคิชฌกูฏไง ที่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการหลานพระสารีบุตรไง
“ถ้าเธอไม่พอใจอารมณ์ ไม่พอใจสิ่งต่างๆ ที่เธอไม่พอใจ เธอต้องไม่พอใจอารมณ์ความรู้สึกของเธอด้วย เพราะอารมณ์ความรู้สึกของเธอก็เป็นวัตถุ วัตถุอันหนึ่ง”
เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เห็นอย่างไร ถ้ามันรู้มันเห็นของมัน ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ มันเห็นตามความเป็นจริงขึ้นมาไง ถ้าเห็นตามความเป็นจริงขึ้นมามันจะเกิดภาวนามยปัญญาไง
แล้วเวลาเกิดภาวนามยปัญญา เราก็เป็นคนคนหนึ่งนะ เราก็เคยศึกษาเล่าเรียนมาเหมือนกัน อ๋อ! สุตมยปัญญามันเป็นอย่างนี้ ความรู้สึกนึกคิดระดับนี้ จินตมยปัญญาเป็นอย่างนี้ แล้วมันทำไมแก้กิเลสไม่ได้ล่ะ เพราะมันมิชอบธรรมไง
ศีล สมาธิ ปัญญา ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับด้วยมรรค ๘ ด้วยวิธีการ ด้วยธรรมจักร จักรมันเคลื่อนอย่างไร จักรมันหมุนอย่างไร ภาวนามยปัญญามันเกิดอย่างไร
เวลาเกิดภาวนามยปัญญามันถึงเกิดความมหัศจรรย์ มันถึงเกิดความมหัศจรรย์ของการเกิดเป็นมนุษย์ของเรานี่ไง โอ้โฮ! มนุษย์เป็นได้ขนาดนี้เชียวหรือ
ถ้าเป็นไม่ได้ เทวดา อินทร์ พรหมมาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฟังธรรมทำไม เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นมนุษย์นะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เทวดามาขอฟังเทศน์ทั้งนั้นน่ะ แล้วทำไมเทวดาไม่มีการศึกษาหรือ เทวดาในทิพย์สมบัติมันมีตำรับตำราไหมล่ะ
แล้วมีตำรับตำรา นี่ไง ประเทศไทยไง ประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไง รัฐบาลส่งเสริมการศึกษา ส่งเสริมภาคทางวิชาการ
มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านขึ้นมาตามข้อเท็จจริงไง
เทวดาทำไมไม่ไปขอฟังเทศน์พวก ๙ ประโยคบ้างล่ะ ทำไมเทวดาต้องมาขอฟังเทศน์หลวงปู่มั่นล่ะ
เวลาเทวดามาฟังเทศน์ๆ ท่านเล่าให้ฟังหมดน่ะ เพราะมันเป็นเรื่องภายในไง เป็นเรื่องภายในของพระปฏิบัติ เพราะอะไร เพราะวัฏฏะไง กามภพ รูปภพ อรูปภพไง เป็นพระโสดาบันมีดวงตาเห็นธรรมอีก ๗ ชาติ สกิทาคามี เวลาอีก ๓ ชาติ เวลาเป็นพระอนาคามี กามภพไม่เกิดแล้ว เกิดบนพรหมอย่างเดียว
นี่เป็นพรหม เห็นไหม เวลาบุคคลคู่ที่ ๓ เวลาสุทัสสา สุทัสสี พรหม ๕ ชั้นไง แล้วถ้าเข้าไป มันจะไปเห็นจิตเดิมแท้ไง จิตเดิมแท้ อวิชชาอยู่ที่จิตเดิมแท้ นี่หลวงปู่มั่นพูดไว้
แล้วเวลาผู้ประพฤติปฏิบัติถ้ามันไปรู้ไปเห็นขึ้นมา มันจะเห็นจิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยอุปกิเลส
จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส ก็มันมีอวิชชาไง ก็มันมีมารไง เวลาถ้ามันพิจารณาโดยความเป็นมัธยัสถ์เป็นภวาสวะ เป็นภพ ในสถานที่นั้นแล้วทำลายล่ะ จิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้นน่ะ ธรรมะมีอยู่ดั้งเดิมตรงไหน
มันมีเหตุมีผลทั้งนั้น มันต้องมีเหตุมีผล มีการกระทำ แล้วมันจะต้องรู้จริงเห็นจริงตามเป็นจริง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ เราก็ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติตามความชอบธรรม อยู่ที่อำนาจวาสนา ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ยาก ปฏิบัติยากรู้ง่าย นี่ไง บัว ๔ เหล่าไง เราเป็นบัวประเภทใดล่ะ
ตอนนี้ก็อยากจะเป็นบัวที่ดีที่สุด แต่เวลาเกิดเป็นคน เราจะสร้างอำนาจวาสนาตรงไหน ทาน ศีล ภาวนา เราจะทำของเราอย่างไร แล้วตอนนี้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง ภาคปฏิบัติกำลังเฟื่องฟูขึ้นมา มีครูบาอาจารย์ประกาศตนที่จะเป็นนักปฏิบัติมากมาย แล้วมันชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมล่ะ ถ้ามันชอบธรรม ว่ามาสิ
หลวงตาพระมหาบัวไง เวลาลูกศิษย์ลูกหาของท่านอวดดีไง ท่านบอกเลย
อ้าว! กอไก่กอกา ว่ามา
ท่านไม่ถามเรื่องอะไรเลย เอ็งจะปฏิบัติธรรมด้วยความไม่ชอบธรรม ด้วยความพอใจ แต่เอ็งจะประกาศตนขึ้นมาน่ะ
กอไก่กอกา ว่ามา
ถ้าไม่กอไก่กอกา ว่ามา เราเกิดเป็นมนุษย์นะ ทุกคนเป็นทารกมาทั้งนั้น ดื่มนมของแม่ ดื่มเลือดในอกของแม่กันมาทุกคน ไร้เดียงสาก็ไร้เดียงสา เติบโตขึ้นมา เอ็งเป็นลูกใคร เอ็งเกิดมาอย่างไร เอ็งมีการศึกษามาเป็นอย่างไร เอ็งเริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติอย่างไร กอไก่กอกา ว่ามา
เงียบกริ๊บเชียว ไม่มี
แต่ครูบาอาจารย์ของเรา สนทนาธรรม ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การสนทนาธรรมเป็นมงคลอย่างยิ่ง ครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง ท่านเอาพระมาสนทนาธรรม การฝึกหัดปฏิบัติ อริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้น จะปฏิบัติแนวทางใดก็แล้วแต่ ถ้ามันเข้าสู่อริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ขณะนิโรธมีไหม ถ้ามี ว่ามา ถ้ามันไม่มี นั่นมิชอบ
มิชอบมันก็เป็นอริยสัจ ๓ ไง ทุกข์ สมุทัย มรรค นิโรธไม่เอา ขณะไม่ต้อง เราไม่ต้องทำอะไรเลย นี่พวกเรา กลายเป็นแก๊งขึ้นมา กลายเป็นพรรคพวก ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง มิชอบธรรม มิชอบ มิชอบ ผิดกฎหมาย สิ่งที่ผิดกฎหมายใช้ประโยชน์ไม่ได้ สิ่งที่ขัดแย้ง อริยสัจ ๓ ไง ไม่ต้องมีขณะ ไม่ต้องมีนิโรธ
อริยสัจมีหนึ่งเดียว ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ดับทุกข์ เวลาพิจารณากาย กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ พิจารณาบุคคลคู่ที่ ๒ กายกับจิตแยกออกจากกันเลย พิจารณาคู่ที่ ๓ กามราคะ ปฏิฆะขาดหมดเลย รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา นี่ไง สิ่งที่ว่าจิตเดิมแท้นี้ผ่องใสไง รูปราคะ อรูปราคะ ฌานสมาบัติไง รูปราคะ อรูปราคะ มานะ ๙ อุทธัจจะ อวิชชา ทำลายสิ้นในหัวใจของตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติด้วยความชอบธรรม ธรรมทายาทที่เคารพธรรมกตัญญูกตเวที ประพฤติปฏิบัติโดยข้อเท็จจริง ไม่ต้องการสิ่งที่ไม่ชอบธรรม มิชอบ ผิดหลักเกณฑ์ ผิดข้อเท็จจริง ผิดหลักในพระพุทธศาสนา เพราะมันเป็นความไม่ชอบธรรม เอวัง